ในยุคที่การค้าขายออนไลน์และการส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็ว การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ
ในบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักพื้นฐานวิธีเลือกบริการและเทคนิคสำคัญ เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในระดับสากล
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (International Shipping) คือ การเคลื่อนย้ายสินค้าจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ผ่านระบบโลจิสติกส์ เช่น ทางอากาศ ทางเรือ ทางบก ทางรถไฟ โดยต้องผ่านกระบวนการศุลกากร ภาษีนำเข้า-ส่งออก และเอกสารต่างๆ ตามกฎหมายแต่ละประเทศ
การขยายตลาดไปต่างประเทศช่วยให้ SME ได้เปรียบทางธุรกิจในหลายด้าน เช่น เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มยอดขายและกำไร ลดความเสี่ยงจากการตลาดในประเทศ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับสากล ขยายโอกาสร่วมมือกับคู่ค้าต่างชาติ หากวางระบบขนส่งที่ดีตั้งแต่ต้น ธุรกิจจะเติบโตได้เร็วและมั่นคงในระยะยาว
1. ขนส่งทางอากาศ (Air Freight) เหมาะสำหรับสินค้ามูลค่าสูง สินค้าเร่งด่วน สินค้าเน่าเสียง่าย
ข้อดี เร็วมาก
ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายสูง
2.ขนส่งทางเรือ (Sea Freight) เหมาะสำหรับสินค้าปริมาณมาก สินค้าน้ำหนักเยอะ ต้นทุนต่ำ
ข้อดี ประหยัดที่สุด
ข้อเสีย ใช้เวลานาน
3.ขนส่งทางบก (Land Freight) เหมาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย
ข้อดี ยืดหยุ่น ควบคุมง่าย
ข้อเสีย จำกัดระยะทาง
ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามน้ำหนัก ระยะทาง และฤดูกาล
สำหรับ SME มือใหม่ สามารถเริ่มต้นได้ตามขั้นตอนนี้
Step 1: เตรียมสินค้า ตรวจสอบคุณภาพสินค้า แพ็กให้แข็งแรงเหมาะกับการขนส่ง และติดฉลากให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
Step 2: เตรียมเอกสาร จัดเตรียมเอกสารสำคัญ เช่น Invoice, Packing List, ใบอนุญาต (ถ้ามี) และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อให้ผ่านศุลกากรได้รวดเร็ว
Step 3: ติดต่อบริษัทขนส่ง (Freight Forwarder) เปรียบเทียบราคา เลือกรูปแบบขนส่งที่เหมาะสม และจองรอบเรือหรือเที่ยวบินตามแผนจัดส่ง
Step 4: ผ่านพิธีการศุลกากร ยื่นเอกสาร ชำระภาษี และดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าให้ถูกต้องครบถ้วน
Step 5: ส่งถึงปลายทาง ติดตามสถานะสินค้า ส่งมอบให้ลูกค้า และตรวจสอบความเรียบร้อยหลังการจัดส่ง
SME ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ด่านศุลกากร โดยเอกสารหลัก ได้แก่
ใบแจ้งหนี้ (Invoice)
เอกสารที่ถูกต้องจะช่วยให้สินค้าผ่านด่านได้รวดเร็ว ลดปัญหาการถูกกัก
การเลือกพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์เป็นเรื่องสำคัญมาก ควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
ก่อนตั้งราคาสินค้าควรรวมต้นทุนทั้งหมด เช่น ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าประกันสินค้า ภาษีนำเข้า ค่าธรรมเนียมศุลกากร ค่าแพ็กกิ้ง
ราคาขาย = ต้นทุนรวม + กำไรที่ต้องการ (การคำนวณล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงขาดทุน)
เทคนิคเหล่านี้ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า
สำหรับธุรกิจที่ต้องการส่งออกสารเคมีไปประเทศกลุ่ม CLMV (ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา) ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยสากลอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทอันตราย (Dangerous Goods)
การวางแผนล่วงหน้า คือ กุญแจสำคัญในการป้องกันปัญหาเหล่านี้
การขนส่งกรดซัลฟิวริก (UN 2796 )จากโรงงานผู้ผลิตในภาคตะวันออกของประเทศไทย ไปยังโรงงานใน สปป.ลาว โดยผ่านด่านสะพานมิตรภาพไทย–ลาว (หนองคาย–เวียงจันทน์)
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการขนส่งสินค้าอันตรายจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน
Q: SME ทุนต่ำเริ่มส่งออกได้ไหม?
A: ได้ เริ่มจากพัสดุขนาดเล็กหรือขนส่งแบบ LCL (แชร์ตู้คอนเทนเนอร์) ช่วยลดต้นทุนและทดลองตลาดก่อน
Q: ต้องจดบริษัทก่อนส่งออกได้ไหม?
A: แนะนำให้จดทะเบียนบริษัท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและจัดเอกสารศุลกากรได้สะดวก
Q: มือใหม่ควรเริ่มประเทศไหน?
A: ประเทศใกล้เคียง เช่น ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และจีน เพราะขั้นตอนไม่ซับซ้อนและต้นทุนต่ำ
Q: จำเป็นต้องใช้ Freight Forwarder ไหม?
A: มือใหม่ควรใช้เพื่อช่วยดูเอกสาร พิธีการศุลกากร และลดความเสี่ยงความผิดพลาด
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริษัท เกียรติธนา ขนส่ง จำกัด พร้อมดูแลครบตั้งแต่เอกสาร พิธีการศุลกากร จนถึงปลายทาง และให้คำปรึกษาสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ
เพราะการเริ่มต้นควรศึกษารูปแบบขนส่ง เตรียมเอกสารให้ครบ เลือกบริษัทที่เชื่อถือได้ คำนวณต้นทุนอย่างละเอียด และวางแผนโลจิสติกส์ระยะยาว เมื่อวางระบบได้ดีตั้งแต่ต้น การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะกลายเป็นโอกาสที่พาธุรกิจของคุณเติบโตสู่ระดับโลก
สนใจติดต่อ:
โทร: 02-501-7330
Email: marketing@kiattana.co.th